ย้อนรอยรถคันแรก และรถยนต์ยอดฮิตของโลก

ย้อนรอยรถยนต์คันแรก และรถยนต์ยอดฮิตของโลก

รถยนต์คืออะไร

รถยนต์คืออะไร
รถยนต์คืออะไร

รถคืออะไรในวันนี้ auto car club จะมาบอกให้ได้รู้กัน รถยนต์ หมายถึง ยานพาหนะทางบกที่ขับเคลื่อนที่ด้วยพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ และถ่ายทอดลงสู่ล้อ เพื่อขับเคลื่อนพาผู้ขับ ผู้โดยสาร และสิ่งของ ไปยังจุดหมายปลายทาง รถ ที่มีล้อตั้งแต่ ๓ ล้อขึ้นไป ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น แต่ไม่ได้แล่นไปบนราง มีหลายประเภทแตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติ เช่น รถเก๋ง รถกระบะ รถบรรทุก ปัจจุบัน รถยนต์โดยส่วนมากได้รับการออกแบบอย่างซับซ้อนในทางวิศวกรรม และหลากหลายประเภท เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น ตามความเหมาะสมของการใช้งาน หรือใช้สำหรับงานเฉพาะกิจ

ประวัติรถยนต์คันแรกของโลก

ก่อนช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ยานพาหนะของผู้คนในสมัยนั้น ยังคงอาศัยแรงของสัตว์ เช่น รถม้า หลังจากมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้มีการประยุกต์ใช้ แรงดันไอน้ำ มาขับเคลื่อนเป็นยานพาหนะแบบใหม่ ที่ไม่ต้องอาศัยแรงของสัตว์

รถยนต์คันแรกของโลก
รถยนต์คันแรกของโลก

ในปี ค.ศ. 1886 คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) วิศวกรชาวเยอรมันได้สร้าง รถ ที่ใช้เครื่องยนต์เพลิงเผาไหม้คันแรกของโลกได้สำเร็จ (Benz Patent Motorwagen) โดยใช้โครงสร้างแบบลูกสูบเหมือนของเครื่องจักรไอน้ำ เพียงแต่ได้เพิ่มอุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนเชื้อเพลิงในรูปของเหลวให้กลายเป็นก๊าซ และเพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย ในรูปแบบของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ที่ปัจจุบัน รถยนต์ ใช้ระบบเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน

เครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงในยุคแรกๆ นั้น ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง ต่อมาปี 1897 รูดอล์ฟ ดีเซล พยายามคิดค้นพลังงานอื่นมาใช้กับเครื่องยนต์ จนสำเร็จเป็นเครื่องยนต์ดีเซล

ในช่วงที่บริษัท Benz & Cie. ที่ก่อตั้งโดย คาร์ล เบนซ์ กำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่นั้น การตัดสินใจโดยพลการของมนุษย์เมียที่ชื่อ เบอร์ธา เบนซ์ นี่เองที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดการ

เบอร์ธา เบนซ์ เป็นลูกสาวช่างไม้จากเมืองฟอร์ซไฮม์ (Pforzheim) เธอเป็นแม่ของเด็ก 5 คน คอยดูแลงานบ้าน ทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้าน รวมไปถึงผู้ช่วยของสามีในการประดิษฐ์เครื่องยนต์กลไก เพราะเธอมีความสนใจในวิทยาศาสตร์ และมีโอกาสได้เรียนหนังสือในโรงเรียนของชนชั้นสูง ทำให้เธอมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องจักรได้ในระดับดี

เช้าของวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1888 คุณนายเบนซ์ ตัดสินใจกระเตงลูกสองคน ขึ้นรถเบนซ์ รุ่นสาม (Benz’s Model 3) ยนตกรรมต้นแบบรุ่นใหม่ล่าสุดของสามีเธอ ที่แทบไม่เคยได้วิ่งทดสอบที่ไหน เพื่อพาหลานไปเยี่ยมยายที่ต่างเมืองระยะทางไกลกว่า 100 กิโลเมตร !!!

ลืมภาพออโตบาห์น หรือแม้แต่ถนนลูกรังไปได้เลย เพราะสถาพถนนตลอดเส้นทาง 104 กิโลเมตร จากมานน์ไฮม์ (Mannheim) ถึง เมืองฟอร์ซไฮม์ บ้านเกิดของ เบอร์ธา เบนซ์ นั้น จะเรียกว่าทางเกวียนก็คงไม่ผิดนัก ไหนรถยนต์คันแรกของโลก ที่มีขนาดเครื่องยนต์แค่สองแรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุดไม่เกิน 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทางที่รถสมัยใหม่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่รถเบนซ์ รุ่นสาม ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งวัน

แน่นอนว่าการเดินทางไกลด้วย รถ ครั้งแรกของโลกนี้ ไม่ได้ราบรื่นเหมือนเส้นทางกรุงเทพไปสระบุรี แม้จะเป็นโมเดลสาม แต่รถต้นแบบคันนี้เพิ่งมีโอกาสสัมผัสพื้นถนน และการใช้งานจริงเป็นครั้งแรก ความขลุกขลักเลยเกิดขึ้นตลอดทาง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมันหมด ถ้าในสมัยนี้แค่แวะปั้มน้ำมันที่มีอยู่เป็นระยะ แต่วันที่ รถ ยังไม่ถือกำเนิดมาเป็นทางการ จะให้ปั๊มน้ำมันมาสร้างเตรียมไว้ก่อนก็คงไม่ถูกต้อง เมื่อไม่มีปั๊มน้ำมัน เธอแก้ปัญหาด้วยการมองหาร้านขายยา แล้วเหมาลิโกรอิน(Ligroin) ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง จนหมดทั้งร้านเพื่อเติมถังความจุด 4.5 ลิตรของเธอจนเต็ม รวมถึงสำรองไว้สำหรับเส้นทางอันยาวไกล ทำให้ร้านขายยาเล็กๆ นี่เองที่เป็นปั๊มน้ำมันอย่างไม่เป็นทางการแห่งแรกของโลก

หลังเติมน้ำมันได้ใช่ว่าปัญหาจะหมด เธอต้องสละที่หนีบผมเพื่อแก้ไขท่อน้ำมันที่อุดตัน แล้วยอมเสียสายรัดถุงเท้าคู่งามเพื่อทำเป็นฉนวนกันความร้อน รวมถึงไปขอให้ช่างเหล็กซ่อมโซ่ให้อีก แถมเนื่องจากเส้นทางเป็นเนินขึ้นลงเขาสลับกันทำให้เบรกที่ทำจากไม้เสื่อมประสิทธิภาพ เธอให้ช่างทำรองเท้าเย็บหนังอย่างหนาเข้าไปที่ตัวเบรกกลายเป็นที่มาของผ้าเบรกเวอร์ชันแรกของโลก

หลายหนที่ลูกๆ สองคนของเธอทั้งยูจีน และริชาร์ด ต้องลงมาช่วยดันรถขึ้นเนินสูงชัน เพราะเกียร์ที่ติดมาไม่เพียงพอ หลังจากกลับไปเจอสามีแล้วเธอได้บอกจุดบกพร่องนี้เพื่อพัฒนาปรับปรุงต่อไป

เบอร์ธา เบนซ์ พา รถเบนซ์ รุ่นสาม ไปถึงที่หมายช่วงค่ำๆ ก่อนจะส่งโทรเลขไปแจ้งข่าวบอกสามีที่กำลังเป็นห่วง ก่อนจะขับรถกลับมาในอีกหลายวันต่อมา

การเดินทางไกลครั้งนี้ไม่เพียงจะช่วยเสริมกำลังใจให้กับสามีของเธอเท่านั้น แต่ข้อมูลตลอดการเดินทางไกลครั้งแรกนี้ ยังสร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการรถยนต์ในช่วงตั้งต้นให้พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว แล้วยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนทั่วไปให้มายอมรับและใช้รถมากขึ้น

ปัจจุบันมีการตั้งชื่อเส้นทางที่ เบอร์ธา เบนซ์ ขับรถพาลูกไปเยี่ยมยายว่า “ถนนอนุสรณ์ เบอร์ธา เบนซ์” (Bertha Benz Memorial Route) ซึ่งทุกสองปีจะมีการจัดแรลลี่เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันนั้น ปี 2008 เส้นทางประวัติศาสตร์นี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นเส้นทางอุตสาหกรรมที่เป็นมรดกแห่งมวลมนุษยชาติ

เรื่องราวของมนุษย์เมียที่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองนั้น ไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสามีของเธอเท่านั้น แต่ความกล้าพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่มีต่อสามีของเธอนั้น ยังทำให้โลกนี้มีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่ารถยนต์ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

การตัดสินใจขับรถทางไกลของเธอโดยไม่ปรึกษาสามีในวันนั้น ทำให้ชื่อ “เบอร์ธา เบนซ์” ถูกจารึกว่าเป็นคนที่ได้ขับรถคนแรกของโลกอย่างแท้จริง เคียงคู่ “คาร์ล เบนซ์” ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนประดิษฐ์ รถ คันแรก

รถยนต์คันแรกของโลกสเปคเป็นแบบไหน

ก่อนจะเป็นรูปเป็นร่างเหมือนรถยนต์ คาร์ล ฟรีดริช เบนซ์ได้ประดิษฐ์เครื่องยนต์2จังหวะขึ้นมาก่อนในปี ค.ศ.1873 ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นแค่เครื่องยนต์ยังไม่สามารถโดยสารได้ แต่หลังจากนั้นราว10กว่าปี เบนซ์พาเทนท์-มอทอร์วาเกิน หรือที่มันถูกขนานว่าเป็นรถยนต์คันแรกของโลกนั้น ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ.1885-1886 เป็นรถสามล้อ โดยมี2ล้อหลัง และล้อหน้าตรงกลาง วางเครื่องยนต์ไว้ที่ด้านหลัง การเลี้ยวซ้ายขวายังไม่ได้ใช้พวงมาลัยกลมๆแบบปัจจุบัน แต่เป็นคันโยกที่มีกลไกลฟันเฟืองขับกันจนเกิดการเบี่ยงของล้อหน้า ล้อรถทำจากยาง ณ จุดนี้คงยังไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เรือนไมล์ วิทยุ หรืออะไรอีกเยอะแยะที่มีในปัจจุบัน เพราะขนาดหลังคาก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ ขุมกำลังใช้กำลังขับเครื่องจากเครื่องยนต์ส่งผ่านเพลาที่มีโซ่คล้องไปยังล้อหลังทั้ง2ข้าง และด้วยการส่งผ่านกำลังแบบเรียบง่ายผ่านสายพานโซ่แบบนี้ทำให้ รถเบนซ์ คันนี้มีความเร็วเดียว และเนื่องจากเปรียบเสมือนมีเกียร์เดียวเรื่องการขับถอยหลังก็ไม่ต้องพูดถึง เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์1สูบแบบ4จังหวะ ขนาด 954ซีซี น้ำหนักเครื่องยนต์รวมประมาณ 100กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งสร้างขุมกำลังได้ 500วัตต์ หรือประมาณ0.6แรงม้า ที่ความเร็วเครื่องยนต์250รอบต่อนาที แม้จะยังไม่ถึง1แรงม้า แต่เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ประดิษฐ์ กำลังของเครื่องถูกกล่าวไว้เป็นประโยคอันไพเราะที่ว่า “แค่เพียงแรงม้าเดียวแต่ก็ขับเคลื่อนคนทั้งโลก” และจากวันนั้นจนวันนี้การทำงานของลูกสูบในตอนนั้นก็มีหลักการทำงานพื้นฐานที่คล้ายคลึงกับลูกสูบในปัจจุบันคือมีกระเดื่องวาล์วควบคุมการเปิดปิดลิ้นไอดีไอเสีย

หลังจากสร้าง รถ คันแรกพร้อมจดสิทธิบัตรเรียบร้อย รถรุ่นต่อไปก็ตามออกมาราวกับเกมฟุตบอลที่ประตูแรกได้ สกอร์ก็เริ่มไหล ทำให้เกิดรถยนต์รุ่นที่2ที่มีชื่อว่า รถเบนซ์พาเทนท์-มอทอร์วาเกิน หมายเลข2 เล่นง่ายๆแบบนี้เลยโดยการเติมคำว่า หมายเลข2 ลงไป ซึ่งเวอร์ชั่นนี้เน้นอัพเกรดสเปคหลักที่เครื่องยนต์ขึ้นมาอีกโดยให้กำลังเครื่องยนต์ 1.1กิโลวัตต์ หรือประมาณ1แรงม้าครึ่ง ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุดประมาณ 16กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนรูปร่างหน้าตายังละม้ายคล้ายรุ่นที่1

เบื้องหลังความสำเร็จ

เบอร์ธา เบนซ์
เบอร์ธา เบนซ์

เบื้องหลังความสำเร็จของ คาร์ล ฟรีดริช เบนซ์ อาจจะไม่เป็นเหมือนทุกวันนี้ หากเขาขาดตัวละครสำคัญ นั่นคือ ภรรยาที่แสนดีของเขา “เบอร์ธา เบนซ์” เพราะว่าเธอเป็นผู้ที่จดสิทธิบัตรของ รถเบนซ์พาเทนท์-มอทอร์วาเกิน หมายเลข3 ซึ่งก็คือรถรุ่นที่3 แถมยังเริ่มตระหนักได้ว่า ถ้าประดิษฐ์รถที่น่าทึ่งขนาดนี้ มันต้องขายได้แน่ๆ มันต้องมีคนอยากได้ อยากซื้อมันแน่ๆ เพราะรถไม่ต้องพึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีความไม่แน่นอน อาจจะป่วยและเหนื่อย แต่รถเพียงแค่คุณเติมเชื้อเพลิงรถก็สามารถพาคุณไปได้ทุกที่ (ทุกวันนี้บนท้องถนนก็พิสูจน์ให้เรารู้แล้วว่าที่เธอคิดเป็นเรื่องจริง) เธอจึงวางแผน ประกาศให้โลกรู้โดยการเดินทางด้วยรถคันนี้จากเมืองมันไฮม์ ไปสิ้นสุดที่เมืองฟอทซ์ไฮม์ในประเทศเยอรมนี ในช่วงเดือนสิงหาคม ปีค.ศ.1888 เป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 194 กิโลเมตร ถือเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จมากในยุคนั้น เพราะในยุคที่รถมีไม่กี่คันแต่เดินทางไปเป็นระยะทางยาวๆได้ถึงเกือบ200กิโลเมตร โดยที่ไม่มีแอร์ ไม่มีหลังคา ไม่มีเครื่องเสียง นับเป็นการเดินทางระยะไกลครั้งแรกของโลกด้วยรถยนต์ เมื่อความสำเร็จแห่งประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ในปีค.ศ.2008 เส้นทางการเดินทางของ เบอร์ธา เบนซ์ ในครั้งนั้นถูกยกให้เป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ โดยได้ชื่อว่า เส้นทางรำลึกแห่งเบอร์ธา เบนซ์ และก็ยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในมรดกทางอุตสาหกรรมของมวลมนุษยชาติอีกด้วย ทุกวันนี้เพื่อนๆก็สามาถรไปตามรอยทางประวัติศาสตร์ของ รถ แห่งนี้ได้ เพราะได้รับการบูรณะ ติดป้ายบอกทาง จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน

ความยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มจากจุดเล็กๆ

เป็นเวลากว่าร้อยปีนับจากรถคันแรกจนถึงทุกวันนี้ เทคโนโลยีต่างๆก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ชนิดที่เรียกว่าถ้า คาร์ล ฟรีดริช เบนซ์ ได้มีโอกาสเห็นรถในปัจจุบัน ก็คงจะต้องตะลึงกับความแตกต่างของรถปัจจุบันนี้กับสิ่งที่เขาได้ทิ้งเอาไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง จากเครื่องยนต์2จังหวะ พัฒนาสู่รถยนต์เผาไหม้ภายใน1สูบที่มี3ล้อที่ดูยังไงก็หน้าตาคล้ายรถสามล้อถีบในปัจจุบัน เข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีสี่ล้อเป็นพื้นฐานอย่างในปัจจุบัน ต่อไปอนาคตรถที่มีระบบขับขี่อัตโนมัติก็คงจะเริ่มแพร่หลาย ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์ก็ยังพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง เฉกเช่นเดียวกับ Chobrod ที่จะคัดสรรเรื่องราวดีๆมากบอกเล่าให้กับเหล่าผู้ชื่นชอบรถยนต์ และร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆด้านรถยนต์ต่อไป

อันดับรถขายดีระดับโลก

Toyota Corolla saloon

Toyota
Toyota

โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน เป็นบริษัทผลิตรถสัญชาติญี่ปุ่น รถโตโยต้ามีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองโทโยตะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม 2557 รถโตโยต้ามีพนักงานในเครือบริษัททั่วโลกรวมแล้วกว่า 338,875 คน และในเดือนพฤศจิกายน 2557 ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 12 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกวัดตามรายได้ และตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา รถโตโยต้ายังเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้า โฟล์กสวาเกน กรุ๊ป และ เจเนรัลมอเตอร์ ซึ่งในปีนั้นโตโยต้ารายงานว่าได้ผลิตรถโตโยต้าคันที่ 200 ล้าน นับแต่ก่อตั้งบริษัท นอกจากนี้ รถโตโยต้ายังเป็นบริษัทแรกของโลกที่มีกำลังการผลิตรถโตโยต้าเกิน 10 ล้านคันต่อปี และโตโยต้า ยังเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดทุนญี่ปุ่นที่ใหญ่และมีรายได้มากที่สุดของญี่ปุ่น ห่างจากอันดับสองคือ SoftBank และโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ได้รับการก่อตั้งโดย คิอิจิโร โทโยดะ ใน พ.ศ. 2480 เป็นการแตกบริษัทออกมาจาก โตโยต้า อินดรัสทรีส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยบิดาของเขา ซากิจิ โทโยดะ ซึ่งสามปีก่อนหน้าในปี 2477 ในช่วงที่ยังเป็นแผนกหนึ่งในโตโยต้า อินดรัสทรีส์ โตโยต้าก็ได้ผลิตสินค้าอย่างแรกเป็นของตนเองคือ เครื่องยนต์ Type A และในปี 2479 ก็ได้ทำการผลิต รถโตโยต้า นั่งส่วนบุคคลคันแรกคือ Toyota AA ในปัจจุบัน โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ผลิตรถยนต์ภายใต้ 5 เครื่องหมายการค้า อันประกอบด้วย Toyota, Hino, Lexus, Ranz และ Scion และยังถือหุ้น 51.2% ในไดฮัทสุ, ถือหุ้น 16.66% ในฟุจิเฮวี่อินดรัสทรีส์, ถือหุ้น 5.9% ในอีซูซุ และ ถือหุ้น 0.27% ในเทสลา นอกจากนี้ยังดำเนินกิจการร่วมค้าผลิตรถยนต์กับอีกสองบริษัทในจีน (GAC Toyota และ Sichuan FAW Toyota Motor), กับหนึ่งบริษัทในอินเดีย (Toyota Kirloskar), กับหนึ่งบริษัทในสาธารณรัฐเช็ค (TPCA) และบริษัทผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่อื่นๆอีกมากมาย [10] โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน เป็นส่วนหนึ่งของโตโยต้ากรุ๊ป หนึ่งในเครือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับในประเทศไทย โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน (ประเทศญี่ปุ่น) เป็นผู้ถือหุ้น 86.43% ในบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย

Honda CR-V

Honda
Honda

ฮอนด้า มอเตอร์ หรือ บริษัท อุตสาหกรรมและวิจัยฮอนด้า มหาชนจำกัด เป็นบริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น โดยมีผลิตภัณฑ์ รถยนต์ รถบรรทุก จักรยานยนต์ เครื่องบิน และเครื่องจักรอุตสาหกรรมหนักอีกหลายประเภท ฮอนด้ามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ฮอนด้าก่อตั้งเมื่อ 24 กันยายน พ.ศ. 2492 โดยนายโซอิจิโระ ฮอนดะ เริ่มรุกตลาดโลกโดยการผลิตจักรยานยนต์ ฮอนด้าเริ่มประสบความสำเร็จจาก รถฮอนด้า รุ่นที่มีชื่อว่า รถฮอนด้า ซีวิค โดยเริ่มออกขายในปี พ.ศ. 2515 และ รถฮอนด้า แอคคอร์ด ในปี พ.ศ. 2519 ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 โซอิจิโระ ฮอนดะ ได้ไปเปิดรถยี่ห้อใหม่ในสหรัฐอเมริกา คือ แอคิวร่า ซึ่งเป็นยี่ห้อรถญี่ปุ่นรายแรกที่ไปเปิดรถยี่ห้อใหม่ในอเมริกา

Ford F-150

Ford
Ford

ฟอร์ด มอเตอร์ หรือเรียกย่อว่า ฟอร์ด บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกตั้งอยู่ที่รัฐมิชิแกน ก่อตั้งโดยเฮนรี ฟอร์ด ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 2 ของโลก รองจาก เจเนรัลมอเตอร์ ฟอร์ดมอเตอร์เป็นเจ้าของยี่ห้อรถยนต์ต่างๆ ได้แก่ รถฟอร์ด, ลิงคอล์น (Lincoln), เมอร์คิวรี (Mercury) และวอลโว่ (เฉพาะในส่วนของรถยนต์เท่านั้น สำหรับยี่ห้อวอลโว่ในส่วนของรถเพื่อการพานิชย์ (รถบรรทุก รถโดยสาร และเครื่องจักรกลหนัก) ยังคงเป็นกิจการของทางวอลโว่เอง) แต่ฟอร์ดมอเตอร์ได้ขายวอลโว่ให้กับบริษัท Geely Automobile แล้วในปี 2010 นอกจากนี้ยังเข้าไปถือหุ้นในกิจการของบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นอย่างมาสด้า

Nissan Sentra

Nissan
Nissan

บริษัท นิสสันมอเตอร์ จำกัด มักเรียกสั้น ๆ ว่า นิสสัน เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ข้ามชาติสัญชาติญี่ปุ่น มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิชิกุ เมืองโยโกฮาม่า โดยนิสสันได้จำหน่ายรถนิสสัส อินฟินิทีและดัตสัน พร้อมกับรถยนต์ที่ถูกปรับแต่งสมรรถนะชื่อว่านิสโม บริษัทนิสสัน ฯ ได้เข้าร่วมกลุ่มบริษัทที่ทรงพลังของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า ไซบัสสึ ในชื่อนิสสันกรุ๊ป

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 นิสสันเป็นส่วนหนึ่งของเรโนลต์–นิสสัน–มิตซูบิชิอัลไลแอนซ์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนระหว่างนิสสันของญี่ปุ่น มิตซูบิชิมอเตอร์สของญี่ปุ่นและเรโนลต์ของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2556 เรโนลต์ถือหุ้นที่สามารถออกเสียงได้ของนิสสัน 43.4% ในขณะที่นิสสันถือหุ้นที่ไม่สามารถออกเสียงได้ของเรโนลต์ 15% จาก พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2560 คาร์ลอส กอนได้ดำรงตำแน่งซีอีโอทั้งสองบริษัท ในเดือนกุมภาพันธ์ กอนได้ประกาศลดขั้นลงจากซีอีโอในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560 เป็นเพียงตำแหน่งประธานบริษัท

ในปี พ.ศ. 2556 รถนิสสัน เป็นบริษัทรถยนต์รายใหญ่อันดับที่หกของโลกตามหลังโตโยต้า เจเนอรัลมอเตอร์ส โฟล์คสวาเกนกรุ๊ป ฮุนไดมอเตอร์กรุ๊ป และฟอร์ดมอเตอร์ หลังจากที่รวมบริษัทกันแล้วกับเรโนลต์ เรโนลต์–นิสสันจึงเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสี่ของโลก โดย รถนิสสัน เป็นแบรนด์รถยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่นในประเทศจีน รัสเซียและเม็กซิโก

ในปี พ.ศ. 2557 รถนิสสัน เป็นผู้ผลิตรถรายใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ[10]

นิสสันเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายทั่วโลกกว่า 275,000 คันในช่วงกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559[11] รถที่ขายดีที่สุดของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้คือ นิสสัน ลีฟ ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนและเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกในประวัติศาสตร์ มากกว่า 300,000 ขายทั่วโลกเมื่อวันที่มกราคม พ.ศ. 2561

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ฮิโรโตะ ไซกาวะ ซีอีโอนิสสัน ประกาศว่ารถยี่ห้ออินฟินิทีจะเป็นรถไฮบริดหรือรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

โดยสรุปแล้ว รถ หรือ รถยนต์ เป็นสิ่งที่สำคัญของมนุษย์เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนสรรพสิ่งและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ทั้งในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร การขนส่ง การโทรคมนาคม ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีรถสิ่งต่างๆในโลกก็จะล่าช้าไปหมด แต่อย่างไรก็ตามรถปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมลภาวะที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของโลก เกิดเป็น pm2.5 ซึ่งรถยนต์ก็มีทั้งขอดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป